ซี ศิวัฒน์ ร้องไห้ 3 ครั้งในชีวิต กับเรื่องครอบครัวที่ไม่เคยเล่า เคยพลาดจนเกือบพัง!

  • By Entertainment Addict Editorial Team
  • 25 ส.ค. 2022 (13:18 น.)
  • 0

นักแสดงและพิธีกรหนุ่มมากความสามารถ ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ เปิดใจครั้งแรก! ถึงสิ่งที่เสียใจที่สุดในชีวิต ความผิดพลาดในอดีตระหว่างครอบครัว จนกลายเป็นปมที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา 3 ครั้งในชีวิต และเคล็ดลับการครองรักที่ยาวนานเข้าสู่ปีที่ 8 กับ ภรรยาสาว เอมี่ กลิ่นประทุม พร้อมเผยสาเหตุทำไมถึงไม่มีทายาทสักที ในรายการ WOODY FM

มีอะไรที่ เอมี่ ยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวคุณไหม ?

“(หัวเราะ) ผมว่าไม่มีนะ นอกจากว่าเรื่องที่เขาไม่รู้ เรื่องบางเรื่องมันก็ดีแล้ว ที่มันจะอยู่ในสิ่งที่เขาไม่รู้ (ยิ้ม) แต่โดยส่วนมากเขาก็จะรู้ คนนี้ผมว่าเป็นผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดบนโลกใบนี้เลย โดยเฉพาะกับสามีเขาคนนี้ก็คือ ผมไม่สามารถที่จะหลอกหรือว่าโกหกอะไรเขาได้เลยจริง ๆ เขาจะรู้ความเป็นไปเป็นมาของผมทุกอย่าง เพราะฉะนั้นผมว่าเวที่ดีที่สุด เราไม่จำเป็นต้องไปเอาชนะเซ้นส์ของผู้หญิง เพราะคุณจะไม่มีทางชนะ ทางที่ดีที่สุดก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในโมเมนต์นั้นเลย ฉะนั้นวันนี้คือเส้นกราฟชีวิตผมง่ายมากพี่วู้ดดี้ ทำงาน กินข้าว กลับบ้าน เล่นเกมส์ นอน ทำซ้ำ ๆ จริง ๆ เพราะผมเคยผ่านโมเมนต์ Roller Coaster มาแล้วมันไม่มีความสุข”

ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้างคุณกับเอมี่ในตอนนี้ เพราะแต่ละปีก็ต้องรักกันมากขึ้น ?

“เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งสามี ทั้งเพื่อนสาว อะไรทุกอย่างที่คุณอยากจะให้เป็นเลย บางทีก็ช่วยช้อปปิ้ง หลายคู่ที่ตอนคบกันใหม่ ๆ เราจะค่อนข้างหวาน แต่คู่เราไม่ใช่ ตอนคบกันใหม่ ๆ คือ ดาร์กมาก ก็คนหัวดื้อทั้งคู่มาคบกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นตัวของตัวเองมาก ชัดมาก แย่มาก โหดมาก มีทุกอย่างจะทะเลาะกันรูปแบบไหน ยกเว้นลงไม้ลงมือแค่นั้นเอง”

ทำไมถึงยังไม่มีทายาท ?

“เราตัดสินใจกันแล้วครับ ว่าเราจะไม่มี เป็นความจำยอมของทั้ง 2 ฝ่าย ผมเคารพภรรยาผมมาก แม้ว่าเขาจะเลือกอะไรก็ตาม อาจจะมีความรู้สึกนิดหนึ่ง เพราะผมอยากมีลูกมากที่สุดในวันนี้ ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลยพี่วู้ดดี้ ผมอยากมีลูกมาก แต่ในเมื่อคนที่ผมรักที่สุดในโลกใบนี้เขาต้องการแบบนั้น ผมก็สามารถหาความสุขไปเวอื่นได้แล้ว เราสามารถมีความสุขในมุมอื่นได้ เมื่อใดก็ตามที่เราอยากจะรีแลกซ์ตัวเอง เราจะอยู่กัน 2 ผัวเมียเราก็มีความสุขได้”

มีเคล็ดลับไหมว่าการคบกันมาหลาย ๆ ปีที่มันเป็นปึกแผ่นได้คืออะไร ?

“ผมว่าการที่เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน และยอมรับซึ่งกันและกันเสมอ ไม่มีเคล็ดลับอะไรเลยครับ มีอย่างเดียวเลยว่า ถ้าคุณรักกันอยู่คุณต้องอภัยให้กัน ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณยังให้อภัยกันอยู่ คุณก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ผมว่าคนที่อยู่ด้วยกันยาว ๆ มันไม่ใช่ว่าเรารักกันมากแค่ไหน วันนี้คุณยังอภัยให้กันอยู่หรือเปล่าแค่นั้นเองไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องน้อย ถ้าคำว่าให้อภัยของคุณหมดลงแล้ว สิ่งที่ตามมามันก็จะเต็มไปด้วยอคติ จริง ๆ”

ทราบมาว่าในชีวิตของ ซี ศิวัฒน์ ร้องไห้ไม่กี่ครั้ง ?

“3 ครั้งครับ ครั้งแรกที่ร้องไห้คือคุณพ่อเสีย ตอนนั้นอายุ 18 ร้องไห้จริง ๆ ก็ตอนสุดท้ายที่ส่งคุณพ่อจะเผาแล้ว ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของผม ที่มันไม่สามารถบอกใครได้ในขณะนั้น ซึ่งไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวผมเอง ผมจำได้ว่าผมทำอะไรไม่ถูกขับรถไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองขับรถไปไหน ในขณะที่เราต้องการใครสักคนหนึ่งมาอยู่ข้าง ๆ อยู่ ๆ ก็มีโทรศัทพ์โทรเข้ามาหาเป็นเบอร์ที่ผมคุ้นเคย แต่เป็นเบอร์ที่ผมไม่เคยนึกถึงเลย”

“ซึ่งเบอร์โทรศัพท์นั้นก็คือเบอร์คุณแม่ผม ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณแม่มันคล้าย ๆ เหมือนรถไฟเหาะ ขึ้น ๆ ลง ๆ คือสมัยตอนเด็ก ๆ ผมค่อนข้างมีปมในชีวิต ผมค่อนข้างที่จะเกเรมากตอนเด็ก ๆ พี่น้องผมเป็นเด็กเรียนดีทุกคน แต่ผมเรียนแย่มาก อะไรที่เรามองว่าไม่ใช่ปุ๊บไม่เอาเลย ก็เลยจะออกแนวเป็นแกะดำในบ้าน แล้วผมก็จะถูกเปรียบเทียบอยู่เสมอกับพี่ชาย จนมันเก็บไว้ แต่เรารู้ว่าตัวเรามีค่าพอ เราดีกว่านี้นะ”

“แล้ววันนั้นเขาโทรมาว่าฮัลโหลน้องซีทำอะไรอยู่ลูก ผมในตอนนั้นคือแย่มาก ยังไม่ทันได้พูดอะไร แล้วคุณแม่ผมคงจับอะไรบางอย่างได้ ท่านก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่าลูก มีอะไรไหม ในโมเมนต์นั้นนะครับพี่วู้ดดี้ ผมไม่สามารถพูดอะไรได้เลย มันพูดไม่ออก ผมพูดเสียงสั่น ๆ ว่าหม่าม๊าเดี๋ยวขับรถก่อน เดี๋ยวโทรกลับหลังจากวางโทรศัทพ์ผมร้องไห้หนักมาก ถามว่าทำไมร้องไห้หนักขนาดนั้น เพราะความรู้สึกมันมาหลายอย่าง ทั้งเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา และเสียใจกับสิ่งที่เราทำกับแม่เอาไว้ ในขณะที่เราต้องการใครก็ได้สักคนหนึ่งแต่คนแรกที่โทรมากลับเป็นคนสุดท้ายที่เราคิดถึง”

“จึงย้อนกลับไปในเหตุการณ์ว่าตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตมาเราทำอะไรอยู่ ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงสร้างปมในชีวิตตัวเอง สร้างกำแพงขึ้นมาแบ่งกั้นระหว่างแม่ตัวเองกับตัวเรา ทั้ง ๆ ที่คนนี้คือคนที่ให้เรามีความสุขกับโลกใบนี้อะไรก็ตาม ถ้าไม่มีแม่เราคงไม่มีโอกาสเจอสิ่งเหล่านี้แน่นอน แต่เรากลับไม่เห็นคุณค่าเขาเลย ผมเคยคิดว่าผมจะหาเงินให้ได้ 300 ล้าน โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาเงินนี้ไปทำอะไร แล้วผมคิดว่าการให้เงินแม่ผมมันคือที่สุดของความเป็นลูกแล้ว จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย คุณแม่ผมไม่เคยต้องการเงินจากผม เขาต้องการผม แต่ผมไม่เคยอยู่ในโมเมนต์นั้นให้เขาเลย”

“วันนั้นจึงทำให้ผมพบทางสว่างของชีวิต ว่าความฝันเป้าหมายที่สร้างไว้พุ่งชนกับมัน ผมดีใจแต่ผมไม่เคยมีความสุขกับมันเลย เพราะผมทำมันเพื่อตัวเอง ไม่ได้ใช้ลมหายใจนี้เพื่อคนที่ผมรักหรือคนที่เขารักผมเลย ต่อให้มีชื่อเสียง มีเงินมากมายแต่สุดท้ายคนที่เรารัก เขาไม่อยู่กับเรา มันไม่มีความหมายเลยแม้แต่นิดเดียว เราใช้ชีวิตผิดมาโดยตลอดเลย ผมเลยกลับบ้านคืนนั้นเลย ผมตั้งปณิธานว่าจะต้องกราบเท้าคุณแม่ผมให้ได้ ผมก็บอกแม่ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป น้องซีจะทำให้หม่าม๊ามีความสุขที่สุดเท่าที่น้องซีจะทำได้ ลูกคนเดิมมันได้ตายไปแล้ว นี่คือเป็นลูกคนใหม่ หลังจากนี้น้องซีจะบวชให้หม่าม๊านะครับ แม่ผมก็ร้องไห้ แล้วผมก็ได้มีโอกาสบวชให้แม่ หลังจากบวชประมาณปีครึ่งคุณแม่ผมก็เสีย ตอนที่แม่ผมเสียก็เป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตที่ผมร้องไห้”

“วันนี้เรามีความฝันได้ เราดูแลฝันเราได้ แต่เราก็สามารถดูแลคนที่เรารักได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมทำ ผมดูแลความฝันผม สุจริตต่อความฝันผม และเซ็ตมันเป็นเป้าหมาย แต่ผมลืมที่จะใช้ลมหายใจนี้เพื่อคนที่เรารัก มันจึงทำให้ผมไม่มีความสุขเลย ผมจะมีชื่อเสียงมีเงินทอง ผมภูมิใจกับมัน แต่ผมไม่ได้มีความสุขกับมัน เพราะวันนี้ผมไม่มีแม่ไม่มีพ่อให้ร่วมยินดีกับผมแล้ว”

“ทุกครั้งที่เป็นวันพ่อ วันแม่ เป็นวันที่ผมไม่มีความสุขที่สุด แม้ว่าวันนี้ผมอภัยให้กับตัวเองแล้วก็ตาม แต่มันก็จะเป็นโมเมนต์ที่เราทำทุกวันนี้เพราะอยากให้เขาภาคภูมิใจ ให้เขาเห็นว่าพ่อและแม่เลี้ยงผมได้ดีที่สุดในโลก แม้ว่าผมจะเกเรยังไงก็ตาม ผมอยากได้สิ่งไหนผมก็ได้เสมอ ฉะนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ยังกรุ่นในใจผมเสมอ แต่ในวันนี้ผมข้ามสิ่งเหล่านั้นมาได้แล้วนะครับ ท่านคงอยู่ที่ไหนสักแห่ง และเชื่อว่าท่านจะภูมิใจในตัวผม ในสิ่งที่ผมเป็น ผมอยากจะบอกทุกคนเลยในวันนี้ ใครก็ตามที่ยังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่แม้วันนี้เราอาจจะไม่ได้ร่ำรวยกว่าใคร อาจไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่าง ขอให้มีข้าวปลาทู 1 จาน แต่ทุกคนนั่งกินพร้อมหน้าพร้อมตาได้เห็นรอยยิ้มซึ่งกันและกัน ความสุขอยู่รอบกายเราครับ แค่นั้นมันก็มีความสุขแล้ว”

“จริง ๆ แล้ว เพราะเป็นพี่วู้ดดี้ด้วยน่าจะเป็นคนแรกที่ผมพูดเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว เรื่องคุณแม่ผม ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย ซึ่งมันก็ดีถ้าผมจะเล่าเรื่องส่วนตัวของผม ให้ใครสักคนหนึ่งฟัง คน ๆ นั้นก็คงจะต้องเป็นพี่วู้ดดี้เท่านั้นที่ผมอยากจะเล่า ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ผมมั่นใจได้เลย การที่เราได้คุยกันวันนี้มันจะสร้างแรงกระเพื่อมอะไรบางอย่าง ไม่มากก็น้อยให้กับผู้คน”


Entertainment Addict Editorial Team
อ่านทั้งหมด